แนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ที่แท้จริงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต


มนุษย์จะมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และหลายครั้งของการเรียนรู้เหล่านั้นเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ และเกิดขึ้นภายนอกสถาบันการศึกษา นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์คนนั้นเห็นว่า การเรียนรู้สิ่งใดมีประโยชน์และมีคุณค่า และการมีคุณค่าของการเรียนรู้จะขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน กลุ่มคน เวลา และ สถาณการณ์ในการนำความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้นี้ไปใช้ ทั้งหมดทั้งสิ้น คือ กระบวนการของการศึกษา วัตถุประสงค์ของการศึกษาเรียนรู้นั้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนเรียนรู้เพื่อมีชีวิตรอด บางคนเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าขึ้น (Thrive) แต่ก็น่าเสียดายที่ว่า โอกาสที่คนจะเรียนรู้และรับประสบการณ์ในการเรียนรู้นั้นไม่เพียงพอ และไม่เท่าเทียมกันหลักสูตรจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

การจัดการการเรียนรู้ในระบบการศึกษาในทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับว่า มีอะไรที่เป็นความรู้อยู่บ้าง สิ่งนั้นก็จะถูกถ่ายทอดไปยังผู้เรียน ในหลักสูตรที่เน้นตัวเนื้อหาวิชาเป็นศูนย์กลาง (Subject-Centered Curriculum) จะมุ่งเน้นความรู้เฉพาะทางที่อยู่ในเนื้อหาทางวิชาการของวิชานั้นๆ แต่เราในฐานะนักการศึกษา ต้องจดจำใว้เสมอว่า การศึกษามิใช่เป็นเพียงแค่กระบวนการเผยแพร่สาระความรู้ที่มีอยู่เท่านั้น แต่กระบวนการทางการศึกษาที่ดีต้องเน้นให้ผู้เรียนได้นำสาระทางวิชาการที่ได้เรียนรู้นั้นไปเพื่อได้รับการพัฒนาและนำไปแสวงหาหรือเพื่อการค้นพบความรู้ใหม่ การปรับเปลี่ยนมุมมองในสิ่งที่เรียกว่า ความรู้ (Knowledge) และ มาตรฐานและข้อบังคับ (Standards and Regulations) รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้อย่างกว้างขวาง การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชาชนเป็นอีกสาเหตุที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมโลก และเศรษฐกิจโลกขึ้น การกระจายค่านิยม และความก้าวหน้าของความเป็นประชาธิปไตย ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า การศึกษานั้นมิใช่มีกรอบจำกัดเพียงแค่คำว่า “โรงเรียน” เท่านั้น แต่ค่านิยมและความเชื่อที่ว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ และเพื่อให้ “โรงเรียน” เป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาและเป็นแหล่งการเรียนรู้กับคนให้มากที่สุด ครอบคลุมสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรเป็นเสมือนเข็มทิศในการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และเป็นสิ่งที่กำหนดและสะท้อนกลับแนวความคิดการเรียนรู้ รวมถึงกิจกรรมทางการศึกษาให้กับผู้เรียน

จึงจำเป็นที่โรงเรียนต้องพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในอดีต หลักสูตรทางการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นเพียงกระบวนการถ่ายทอดทัศนคติ ความรู้ และทักษะ จากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าและมีการศึกษาสูงกว่า ไปสู่คนที่มีประสบการณ์และการศึกษาที่ต่ำกว่า เท่านั้น ประกอบกับโดยทั่วไปแล้ว สังคมตระหนักและให้ความสำคัญ ว่า โรงเรียนเป็นสถาบันการศึกษาของสังคมเพียงแห่งเดียวที่ให้โอกาสทางการเรียนรู้กับบุคคลในชาติ ทั้งที่การศึกษาเรียนรู้อาจเกิดขึ้นจากภายนอกห้องเรียนและอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นทฤษฎีการจัดการศึกษาจึงมิได้มุ่งเพียงแค่ทฤษฎีเกี่ยวกับในระบบโรงเรียน หากแต่ต้องรวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับสมาชิกโดยรวมของสังคม (Gordon & Rebell, 2007) การกำหนดหลักสูตรจะต้องคำนึงถึงหลักการศึกษาพื้นฐานที่ว่า การศึกษาเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต และในทุกสถานการณ์ที่คนมีชีวิตอยู่ร่วม

การพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษาในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การศึกษามีความสำคัญอย่างมากที่จะขาดไม่ได้  โดยความรู้ยิ่งมากขึ้น  ก็จะเพิ่มความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น    และจะดียิ่งขึ้นถ้าเราเพิ่มขอบเขตความรู้ของเราให้กว้างขวางขึ้นไปในระดับสากลหรือระดับนานาชาติ   ซึ่งหมายถึงการศึกษาต่อ ณ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาสหรัฐอเมริกา หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าอเมริกานั้น  ไม่ได้เป็นประเทศที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจของโลกเท่านั้น  แต่ยังเป็นประเทศที่มีความสำคัญด้านการศึกษาอีกด้วย  โดยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงเนื้อหาหลักสูตรที่ครอบคลุมกว้างขวางที่สถาบันการศึกษาเหล่านี้มอบให้   ต่างได้รับการยกย่องจากทั้งนักศึกษาและผู้จ้างงานทั่วโลก โดยมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในอันดับสูงสุดจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก คือ สถาบันการศึกษาในกลุ่ม Ivy League ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนแปดแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาและยังมีสถาบันการศึกษาระดับชั้นนำอื่นๆของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น MIT, มหาวิทยาลัยแห่ง California และ Stanford เป็นต้น

ดังนั้น การมาเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา จึงเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของคุณก้าวหน้าและมีศักยภาพมากขึ้น  และสิ่งที่สร้างโอกาสนี้ให้คุณได้ ก็คือ ทุนการศึกษา ถึงแม้ทุนการศึกษาในสหรัฐอเมริกานั้น  จะมีทุนการศึกษาที่มอบให้กับนักเรียนต่างชาติอยู่ไม่มากนัก  แต่ก็ยังมีทุนการศึกษาหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเด็กไทยมาโดยตลอด นั่นก็คือ The Fullbright Program ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ความร่วมมือรวมถึงประเทศไทยด้วย   โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ผู้ที่ได้รับทุนภายใต้โครงการ Fullbright จะถือเป็นผู้รับทุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประเภทหนึ่ง  และได้รับวีซ่าประเภท  J-1 มีสถานะเป็น visiting scholar ไม่เหมือนนักเรียนทั่วไป นอกจากนี้ในทางปฏิบัติผู้ที่รับทุน Fullbright จะทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ อันเป็นเป้าหมายหลักของ โครงการนี้อีกด้วย โครงการ Fullbright มีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทยไปศึกษาต่อยังสหรัฐอเมริกาอยู่หลากหลายทุนด้วยกัน เช่น  Fulbright Open Competition Program , International Fulbright Science and Technology Program  หรือ American Studies Institute Program เป็นต้น โดยปฏิทินทุนการศึกษาในปีนี้นั้น จะสิ้นสุดในต้นเดือนธันวาคมนี้  ดังนั้น จึงเหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นแล้วนะคะ ลองเข้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงการ Fullbright  ได้ที่ เว็บไซต์โครงการ Fullbright ประจำประเทศไทย ได้เลยค่ะ

ระบบหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยประเทศสหรัฐอเมริกา

ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีหลายสาขาวิชาให้นักศึกษาชาวต่างชาติเลือก นักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเลือกตั้งแต่ประเภทของโรงเรียน หลักสูตรวิชาเรียน และสถานที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกอย่างมากมายล้นหลาม ดังนั้นการที่นักศึกษาจะทำการตัดสินใจเลือกที่เรียนได้นั้น นักศึกษาต้องทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของประเทศนี้ก่อน เพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถเลือกโรงเรียนและวางแผนการศึกษาของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับนี้คือนักศึกษาผู้ที่ไม่เคยได้รับปริญญาตรีมาก่อน โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาทั้งหมดสี่ปีในการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาสามารถเลือกทำการศึกษาในระดับนี้ได้ที่วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยสี่ปี

ในช่วงสองปีแรกของการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจะต้องทำการศึกษาแบบกว้างไปก่อน ตัวอย่างวิชาทั่วไปที่นักศึกษาจะได้ทำการศึกษามีดังนี้ วิชาวรรณคดี วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศาสตร์ วิชาศิลปศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั่วไปและมีพื้นฐานของหลาย ๆ วิชาก่อนที่จะทำการศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ

มีนักศึกษาหลายคนเลือกศึกษาวิชาที่จำเป็นในวิทยาลัยชุมชนสองปีก่อนเพื่อได้รับอนุปริญญา (AA) แล้วจึงทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยสี่ปี “Major” คือ สาขาวิชา ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักศึกษาเลือกศึกษาในสาขาวิชาวารสารศาสตร์ นักศึกษาจะได้รับปริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิต ซึ่งนักศึกษาจะต้องลงเรียนวิชาหลายวิชาตามจำนวนที่ทางวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ก่อน เพื่อให้นักศึกษามีคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการศึกษาขั้นต่อไปในสาขาวิชาเฉพาะ และนักศึกษาต้องทำการเลือกสาขาวิชาเฉพาะในต้นปีที่สามของการศึกษา

ระบบการศึกษาขั้นสูงของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีความยืดหยุ่นสูง นักศึกษาที่ทำการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีสามารถเปลี่ยนสาขาวิชาเฉพาะในระหว่างทำการศึกษาได้ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ บ่อยครั้งที่นักศึกษาชาวอเมริกันจะเปลี่ยนใจไปศึกษาสาขาวิชาอื่นที่ชอบมากกว่า แต่ว่าผลของการเปลี่ยนสาขาวิชาในขณะที่ทำการศึกษาอยู่ก็คือนักศึกษาอาจจะต้องลงเรียนวิชาอื่นเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้เสียทั้งเวลาและเงินมากขึ้น

ข้อดีของการเรียนที่อเมริกา
1. การศึกษาของประเทศอเมริกาอยู่ในระดับแนวหน้า ซึ่งประเทศต่าง ๆ ให้การยอมรับ อีกทั้งยังมีสถาบันที่มีชื่อเสียงมาก ยกตัวอย่าง เช่น Harvard University, MIT, Stanford University
2. หลักสูตรมีให้เลือกเรียนหลากหลาย และมีสถาบันให้เลือกอย่างมากมาย
3.ได้รับโอกาสการศึกษา โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสื่อในการเรียนการสอน
4. มีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรม เทคโนโลยีใหม่ ๆ และแลกเปลี่ยนแนวความคิด เพื่อเป็นประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ในอนาคต
5. สามารถเลือกรัฐที่อยากจะเรียนได้ตามความเหมาะสมของงบประมาณ ความชอบ และเหตุผลทางด้านภูมิอากาศ
6. เปิดกว้างทางด้านความคิด ทำให้มีอิสระในการแสดงออก
7. สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ ได้รับการรับรองวิทยฐานะจากทาง ก.พ.
8. หากเรียนจบในระดับปริญญาที่อเมริกาแล้ว สามารถขอสิทธิในการอาศัยอยู่ที่อเมริกาได้อีก 1 ปี เพื่อฝึกงาน หรือหาประสบการณ์การทำงาน